บทความ
GLOBAL SUSTAINABILITY TRENDS
05/01/2569

คุณจรีพร จารุกรสกุล
ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและเห็นผลกระทบชัดเจนในทุกภูมิภาคของโลก ผนวกกับแรงกดดันจากนักลงทุนและผู้บริโภคที่ต่างมีความคาดหวังต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจสูงขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันประเด็นด้านความยั่งยืนได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กร สู่การเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรไม่อาจมองข้ามได้ ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่นี้ ผู้เขียนจึงขอชวนผู้อ่านมองถึงเทรนด์สำคัญด้านความยั่งยืนที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจและการขับเคลื่อนองค์กรทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้
โดยหนึ่งในเทรนด์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การยกระดับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ จากการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เนื่องจากทั่วโลกรับรู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่มีผลต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลก ซึ่งการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างรวดเร็วและกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพลังงานหลักของระบบเศรษฐกิจในอนาคต ควบคู่กันนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) หรือเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ต่างได้รับความสนใจมากขึ้น เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
แม้ว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน แต่ปัจจุบันประเด็นด้านธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้กลายเป็นอีกหนึ่งในความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรอบข้อตกลง Kunming–Montreal ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่ทางบกและทางทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 นอกจากนี้ หลายประเทศยังเริ่มขยับจากการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพแบบสมัครใจ สู่ข้อบังคับผ่านมาตรฐานการรายงานที่ช่วยให้องค์กรประเมินและเปิดเผยความเสี่ยงทางการเงินที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนว่าธรรมชาติไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่ต้องปกป้อง แต่กลายเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในหลากหลายมิติ เนื่องด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่การสนับสนุนการกำหนดนโยบายผ่านการสร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่อคาดการณ์ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบอาคารอัจฉริยะ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและฝึกฝนโมเดล AI ขนาดใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ประเด็นนี้จึงนำไปสู่การให้ความสำคัญกับแนวคิด Sustainable AI เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบกับการสร้างคุณค่าทางธุรกิจในระยะยาว
ดังนั้น องค์กรที่สามารถบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ ธรรมชาติ และเทคโนโลยีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์จะมีความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงและความได้เปรียบในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมักกล่าวเสมอว่า “Green ต้องกินได้ ไม่ใช่แค่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังดีต่อธุรกิจด้วยเช่นกัน” เพราะหากธุรกิจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ การขับเคลื่อนความยั่งยืนก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ การสร้างสมดุลระหว่าง ‘ธุรกิจ' และ 'โลก' จึงเป็นคำตอบเดียวของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง