01 มีนาคม 2554
บริษัทเหมราชประกาศผลกำไรสุทธิสำหรับปี 2553 เพิ่มขึ้นร้อยละ 111 จำนวน 1,216 ล้านบาท
บริษัทเหมราชประกาศผลกำไรสุทธิสำหรับปี 2553 เพิ่มขึ้นร้อยละ 111 จำนวน 1,216 ล้านบาท

บริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับปี 2553 สรุปได้ดังนี้

กำไรสุทธิสำหรับปี 2553
สำหรับปี 2553 บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,215.9 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 111 จากปี 2552 การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิในปี 2553 มาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายที่ดินอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของรายได้จากสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมะ การเพิ่มขึ้นจากการเช่าและขายโรงงานสำเร็จรูปและจากการขายโครงการที่พักอาศัยรวมไปถึงกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานจำนวน 394 ล้านบาท) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.125 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 105 เมื่อเทียบกับปี 2552

นายเดวิด นาร์โดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ว่า
“ผลประกอบการสำหรับปี 2553 ของบริษัทเหมราชฯ ได้แสดงให้เห็นถึงการกลับมาของการลงทุนในอุตสาหกรรมในตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการในการเข้าถึงตลาดเกิดใหม่ ความสามารถในการแข่งขันทั้งทางด้านต้นทุนและอัตราแลกเปลี่ยนรวมไปถึงโอกาสในการกลุ่มทางอุตสาหกรรม ดังที่สะท้อนให้เห็นในรายได้ของบริษัทฯ ด้วยรายได้ 4,020.2 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 81 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,215.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 111 จากปี 2552 โดยรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 394 ล้านบาท

ยอดขายที่ดินอุตสาหกรรมในปี 2553 ยังคงแข็งแกร่งจากความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายรวมจำนวน 930 ไร่ ( 372 เอเคอร์) แม้จะได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเคมีก็ตาม โดยยอดขายนี้ได้รวมยอดขายที่ดินเมื่อต้นปี 2553 ให้กับบริษัทฟอร์ดมอเตอร์จำกัดเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางการผลิตรถยนต์แห่งใหม่ของภูมิภาคบนพื้นที่ 468 ไร่(187 เอเคอร์) ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด “ดีทรอย์ตะวันออก” เราเชื่อมั่นว่าโอกาสในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมได้สะท้อนเพียงบางส่วนของอัตราการเติบโตของการผลิตยานยนต์ด้วยสถิติ 1,645,000 คัน ในปี 2553 (เป็นอันดับที่ 13 ของโลก) โดยมีโรงงานยานยนต์และผลิตภัณฑ์เกิดใหม่อื่นอื่นตามมา

บริษัทฯ ดำเนินแผนธุรกิจภายใต้โอกาสและการลงทุนที่สำคัญเพื่อขยายฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ด้วยสภาพคล่องที่สูง รวมถึงการลงทุนในธุรกิจพลังงานที่บริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 35 ในโครงการเก็คโค่-วันที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างเช่นเดียวกับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจพลังงาน โรงงานและสาธารณูปโภคอื่น ในปี 2553 บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลือร้อยละ 75 ในบริษัท เอส ไอ แอล ที่ดินอุตสาหกรรม จำกัด(เอส ไอ แอล) และบริษัท ระยองที่ดินอุตสาหกรรม จำกัด (อาร์ ไอ แอล) ที่เป็นบริษัทย่อยของบริษัทในเครือบมจ.ปูนซีเมนต์ไทย
ในเรื่องแหล่งเงินกู้ ในปี 2553 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ (โดยมีบางส่วนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันได) เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 6 พันล้านบาทมีอายุ 3 ถึง 9 ปี ซึ่งการออกหุ้นกู้นี้ได้เพิ่มสภาพคล่องและสามารถประมาณการค่าใช้จ่ายทางการเงินได้เพื่อใช้สำหรับลงทุนในโครงการในอนาคตในขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ

นอกเหนือจากกลยุทธในการขยายฐานรายได้ที่บริษัทฯ ได้ทำมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วนั้นบริษัทฯ มีการจัดการดูแลเพื่อลดความเสี่ยงโดยการเลือกโอกาสในการลงทุนธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
รายได้รวมและผลการดำเนินงานปี 2553
สำหรับปี 2553 บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 4,020.2 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 จำนวน 2,222.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81 โดยมีรายได้จากการประกอบธุรกิจหลักจำนวน 4,219.7 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 89 เปรียบเทียบกับปี 2552 รายได้การขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมสำหรับปี 2553 ซึ่งรวมกำไรจากนิคมอุตสาหกรรมร่วมทุนจำนวน 1,501.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 113 โดยมีรายได้จากการขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่รอการรับรู้อีกเป็นจำนวน 788 ล้านบาทจากวิธีการรับรู้รายได้ตามการแล้วเสร็จของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเฟสใหม่อีก 3 เฟสโดยจะเริ่มใช้มาตราฐานบัญชีใหม่ของประเทศไทยที่เปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้ในปี 2554

รายได้จากระบบสาธารณูปโภครวมถึงค่าบริการระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม กำไรและเงินปันผลจากบริษัทร่วมด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และค่าบริการระบบสาธารณูปโภคและบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1,472.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 โดยรายได้จากระบบสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เป็น 967.7 ล้านบาทจากความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นและจากการรวมงบการเงินของเขตประกอบการอุตสาหกรรมเหมราชสระบุรีและเขตประกอบการอุตสาหกรรมเหมราชระยองในไตรมาส 4 ปี 2553 อย่างไรก็ตามมีการลดลงของรายได้จาก capacity charge ของธุรกิจเคมีที่สะท้อนให้เห็นในรายได้จากสาธารณูปโภคอื่นๆและค่าบริการที่ลดลงร้อยละ 79

รายได้จากเช่าที่รวมถึงการเช่าโรงงานสำเร็จรูป การให้เช่าฐานวางท่อ และการให้เช่าออฟฟิสสำนักงานและอื่นๆ รวมเป็นจำนวน 480.4 ล้านบาทหรือลงลงร้อยละ 7 ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของรายได้จากการจัดการการก่อสร้างที่ลดลงร้อยละ 64 อย่างไรก็ตามรายได้จากการเช่าโรงงานสำเร็จรูป การให้เช่าฐานวางท่อ และการให้เช่าออฟฟิสสำนักงานนั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากความต้องการในการเช่าที่เพิ่มมากขึ้น

รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่รวมถึงการขายโรงงานสำเร็จรูปและการขายโครงการที่พักอาศัย เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 765.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5312

บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจำนวน 1,559.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) จำนวน 1,039.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 84 ด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) ที่ 42% และ 28% ตามลำดับ

เหตุการณ์สำคัญปี 2553
• บริษัทฯ มียอดขายที่ดินอุตสาหกรรมทั้งสิ้น จำนวน 930 ไร่ จากจำนวนสัญญาทั้งสิ้น 41 สัญญาโดยในจำนวนนี้เป็นลูกค้าใหม่จำนวน 19 รายและจากการขยายกิจการของลูกค้ารายเดิมจำนวน 22 ราย รวมจำนวนลูกค้าจนถึงปัจจุบันทั้งสิ้น 426 ราย จาก 643 สัญญา เป็นลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จำนวน 148 รายจาก 223 สัญญา
• เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 บริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลือร้อยละ 75 ในบริษัท เอส ไอ แอล ที่ดินอุตสาหกรรม จำกัด(เอส ไอ แอล) จากบริษัท ซีเมนต์ไทย โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบมจ.ปูนซีเมนต์ไทย เป็นมูลค่าโดยประมาณ 763.7 ล้านบาท รวมกับเงินให้กู้ยืมของบริษัทกับ เอส ไอ แอล จำนวนเงิน 380 ล้านบาท
• คณะกรรมการบริษัทฯ มีความเห็นที่จะนำเสนอในที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้มีการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังจำนวน 0.030 บาทต่อหุ้น หรือรวมเป็นจำนวน 0.055 บาทต่อหุ้นสำหรับผลประกอบการปี 2553 โดยเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 บริษัทฯ ได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ไปแล้วจำนวน 0.025 บาทต่อหุ้น
• เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ทริสเรทติ้งยืนยันอันดับเครดิตของบริษัทฯ ที่ระดับ “A-” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “คงที่” จาก “ลบ”
• บริษัทฯได้รับคะแนนในเกณฑ์“ดีเลิศ” ห้าโลโก้ในการกำกับดูแลกิจการจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยในปี 2553

งบดุลรวมสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2553
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 บริษัทฯ ได้แสดงสินทรัพย์รวม จำนวน 18,715 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 9,577 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 9,138 ล้านบาท สำหรับสัดส่วนของหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ในระดับที่ 0.66 ต่อ 1 โดยมีเงินสดและเงินฝากรวมเป็นจำนวน 4,283 ล้านบาท


รายละเอียดเพิ่มเติมของบริษัทเหมราช สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hemaraj.com หรือ www.theparkresidence.co.th หรือติดต่อทางอีเมล์ที่ invest@hemaraj.com

นาย เผ่าพิทยา สมุทรกลิน
ผู้อำนวยการ – นักลงทุนสัมพันธ์ และวางแผน
บมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน
ชั้น 18 อาคาร ยู เอ็ม เลขที่ 9 ถนน รามคำแหง
สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250 ประเทศไทย
โทรศัพท์: 662 - 719 - 9555 - 9
โทรสาร: 662 - 719 - 9546 - 7
ย้อนกลับ