03 สิงหาคม 2569
RARE EARTH

คุณจรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยกำหนดศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ Rare Earth หรือแร่หายาก จึงถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกจัดให้เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญเชิงวิกฤต (Critical Raw Materials) เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีสีเขียว เทคโนโลยีการแพทย์ ตลอดจนเทคโนโลยีการบินและอวกาศ

ถึงแม้ว่า Rare Earth จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่การผลิตและการจัดหาทรัพยากรกลุ่มนี้กลับมีความซับซ้อนและเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการค้นพบแหล่งแร่ แต่ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การทำเหมือง การแยก การสกัด ไปจนถึงการแปรรูป ซึ่งล้วนต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากแร่หายากมักปะปนอยู่กับแร่อื่นและต้องผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์หลายขั้นตอน อีกทั้งยังต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาพัฒนาโครงการยาวนาน และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ส่งผลให้การเพิ่มกำลังการผลิตทำได้ไม่ง่าย และทำให้ห่วงโซ่อุปทาน Rare Earth มีข้อจำกัดมากกว่าวัตถุดิบทั่วไป

โดยปัจจุบันจีนถือเป็นประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมีปริมาณสำรองแร่ Rare Earth มากถึง 44 ล้านตัน หรือ เกือบ 48% ของโลก และยังผลิตแร่หายากได้ประมาณ 270,000 ตันต่อปี หรือราว 70% ของกำลังการผลิตทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของจีนไม่ได้เกิดจากการมีทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่การทำเหมือง การแยก การสกัด และการแปรรูป ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้จีนครองกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมากกว่า 63% ของโลก แม้หลายประเทศ เช่น บราซิล รัสเซีย และออสเตรเลีย จะมีแหล่งแร่ของตนเอง แต่ก็ยังต้องพึ่งพากระบวนการแปรรูปในจีนก่อนเข้าสู่การผลิตขั้นสุดท้าย

การที่การผลิตและการแปรรูปกระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียว ทำให้ทรัพยากรชนิดนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานโลกและดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น การควบคุมการส่งออก Rare Earth จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างอำนาจต่อรอง ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เร่งลงทุนพัฒนาเหมือง โรงงานแปรรูป และเทคโนโลยีการผลิตภายในประเทศ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรเพื่อกระจายแหล่งจัดหา ลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียว และเสริมสร้าง Supply Chain Resilience ให้สามารถรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากการขยายกำลังการผลิตและการกระจายแหล่งจัดหา โลกยังมองเห็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งลดการพึ่งพาการทำเหมืองใหม่ด้วยการนำ Rare Earth กลับมาใช้ซ้ำจากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งาน ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Urban Mining ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงของการจัดหาวัตถุดิบและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศที่ไม่มีแหล่งแร่เป็นของตัวเอง สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันที่แต่ละชาติมีทรัพยากรธรรมชาติในมือเท่าไหร่ แต่กลับอยู่ที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้ทรัพยากรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และการนำสร้างมูลค่าใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ย้อนกลับ