02 November 2026
SPLINTERNET

คุณจรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ในอดีตระบบอินเทอร์เน็ตถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกดิจิทัลกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ Splinternet (Split รวมกับ Internet) หรือ ปรากฏการณ์ที่อินเทอร์เน็ตถูกแบ่งแยกออกเป็นเครือข่ายย่อยแทนที่จะเป็นระบบเปิดและเชื่อมต่อกันทั่วโลกแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังพาเราเคลื่อนไปสู่ระบบอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลแบบแยกค่ายอย่างชัดเจน

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดสภาวะ Splinternet ได้แก่ (1) การเมืองและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) รัฐบาลของหลายประเทศเริ่มพยายามเข้าควบคุมพื้นที่ดิจิทัลในประเทศตนเอง อาทิ การกำกับดูแลเนื้อหา การเข้าถึงข้อมูลระบบโครงสร้างพื้นฐาน การจำกัดการทำงานของแพลตฟอร์มต่างชาติ (2) การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศ (Data Localization) การบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องเก็บข้อมูลสำคัญของประชาชนไว้บนเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศเท่านั้น เช่น GDPR ของยุโรป หรือกฎหมายความเป็นส่วนตัวในหลายประเทศในเอเชีย และ (3) การแข่งขันและการแยกตัวทางเทคโนโลยี (Tech War & Tech Decoupling) การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยี แต่ขยายไปถึงองค์ประกอบต่างๆ อาทิ Semiconductor, AI, Cloud, 5G, Quantum และห่วงโซ่อุปทาน

ผลจากการแบ่งขั้วดังกล่าวส่งผลให้ระบบนิเวศดิจิทัลของโลกถูกแยกออกเป็นค่ายต่างๆ อย่างชัดเจน กลุ่มสหรัฐฯ มุ่งเน้นตลาดเสรี ทุนนิยม การแข่งขัน นวัตกรรม และการเติบโตโดยมีผู้เล่นหลักคือกลุ่ม Big Tech อาทิ Google, Meta, Apple และ Microsoft กลุ่มจีน เน้นการเข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิดโดยรัฐบาล การพึ่งพาตนเองภายในประเทศ และความมั่นคงของชาติผ่านนโยบายสำคัญ ได้แก่ Great Firewall ที่จำกัดการเข้าถึงของแพลตฟอร์มต่างชาติและผลักดันการใช้งานแพลตฟอร์มสัญชาติจีน เช่น Baidu, WeChat, Alibaba และค่ายสุดท้ายคือ กลุ่มสหภาพยุโรป ที่เน้นการออกกฎระเบียบเข้มงวดเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง GDPR, AI Act และ Digital Markets Act (DMA)

ทั้งนี้ Splinternet มีความแตกต่างจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของธุรกิจทั่วโลก (1) ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการสูญเสีย Economies of Scale เช่น หลายประเทศออกกฎหมายบังคับให้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลประชากรภายในพรมแดนตนเอง ธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ Cloud เพียงแห่งเดียวแต่ต้องลงทุนสร้างหรือเช่า Data Center ในหลายพื้นที่ ตลอดจนความซ้ำซ้อนที่ต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบหรือ AI ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของแต่ละภูมิภาค (2) ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ลดลงจากการแยกตัวของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบชำระเงิน ระบบการจัดการข้อมูล หรือเครื่องมือสื่อสาร ฯลฯ ส่งผลทำให้ธุรกิจไม่สามารถใช้เครื่องมือ (Toolsets) เดียวกันทั่วโลกได้ (3) Barrier to Entry การขยายธุรกิจไปต่างประเทศจะมีอุปสรรคมากขึ้นเนื่องจากกฎเกณฑ์ การตรวจสอบและกฎหมายดิจิทัลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

แม้ Splinternet จะนำมาซึ่งความท้าทายต่อระบบการค้าเสรี โลกาภิวัตน์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว การที่กฎเกณฑ์การจัดเก็บข้อมูลบังคับให้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานในประเทศย่อมหมายถึงความต้องการลงทุนในศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น (Local Data Center) ระบบคลาวด์อธิปไตย (Sovereign Cloud) และบริการที่ปรึกษาด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศไทยเองก็เช่นกัน ปรากฏการณ์ Splinternet ได้ส่งนัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์โดยเฉพาะนโยบายความเป็นกลางทางดิจิทัล (Digital Neutrality) เพื่อรับการลงทุนศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์จากผู้ให้บริการจากทั่วโลก ซึ่งหากประเทศไทยสามารถกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมและสมดุล สภาวะ Splinternet นี้ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็น Regional Data Hub และจุดเชื่อมโยงข้อมูลของภูมิภาคในอนาคต

Back