14 September 2026
BEYOND THE ROBOTS

คุณจรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบัน หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในภาคอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ความต้องการในการเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงาน ตลอดจนความจำเป็นในการลดความเสี่ยงจากงานที่เป็นอันตรายหรือมีลักษณะซ้ำ ๆ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้หุ่นยนต์ได้รับการพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้กับงานที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์ยุคใหม่คือ Physical AI ซึ่งนำความสามารถของปัญญาประดิษฐ์มาเชื่อมโยงกับการรับรู้ การตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติในโลกกายภาพ โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านการรับรู้และการควบคุม เช่น Computer Vision เซนเซอร์ และระบบประมวลผล เพื่อยกระดับระบบอัตโนมัติที่ทำงานตามกฎหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีความแปรผัน วางแผน ตัดสินใจ และสามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้แบบเรียลไทม์ ภายใต้ขอบเขตและความสามารถที่ระบบได้รับการฝึกฝนไว้ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบ Physical AI กับร่างกายมนุษย์ กล้องและเซนเซอร์จะทำหน้าที่เสมือน “ดวงตา” ที่รับรู้และรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ขณะที่ AI เปรียบเสมือน “สมอง” ที่ประมวลผล เรียนรู้ และตัดสินใจ ก่อนส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์ขับเคลื่อนของแขนกล รถยนต์ไร้คนขับ หรือโดรน ซึ่งเปรียบเสมือน “ร่างกาย” ที่ลงมือปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านความฉลาดของหุ่นยนต์ การออกแบบโครงสร้างหรือ “ร่างกาย” ก็ต้องพัฒนาให้เหมาะสมกับภารกิจและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ปัจจุบันจึงเกิดความก้าวหน้าด้านการออกแบบโครงสร้างและวัสดุศาสตร์ในหลากหลายแนวทาง เช่น Biomimetic Robotics ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโครงสร้าง การเคลื่อนไหว และการทรงตัวของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น หรือ Soft Robotics ที่ใช้วัสดุและโครงสร้างที่ยืดหยุ่นร่วมกับระบบขับเคลื่อนและการควบคุมที่รองรับการเปลี่ยนรูป ทำให้หุ่นยนต์สามารถบิดงอหรือปรับรูปร่างให้เหมาะกับการใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น อีกแนวทางหนึ่งคือ Biohybrid Robotics ซึ่งผสานโครงสร้างสังเคราะห์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับองค์ประกอบทางชีวภาพที่มีชีวิต เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท หรือจุลินทรีย์ เพื่อใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติด้านการเคลื่อนไหว การรับรู้ หรือการตอบสนองของระบบชีวภาพ แม้เทคโนโลยีหลายส่วนยังอยู่ในขั้นวิจัย แต่พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หุ่นยนต์แห่งอนาคตไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ หากแต่ควรได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับภารกิจ สภาพแวดล้อม และบริบทการใช้งานแต่ละประเภท

ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนจากการทำงานที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ไปสู่การใช้พื้นที่และปฏิบัติงานร่วมกันมากขึ้น หรือ Collaborative Robots (Cobots) ซึ่งเป็นระบบหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม โดยสามารถช่วยประกอบชิ้นส่วน ยกและจัดวางวัสดุ เชื่อมชิ้นงาน ตรวจสอบคุณภาพ หรือบรรจุสินค้า รวมถึงรับผิดชอบงานซ้ำ ๆ งานที่ต้องใช้แรงหรือความแม่นยำสูง ตลอดจนงานบางประเภทที่มีความเสี่ยง ขณะที่มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในงานที่ต้องอาศัยวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจบริบทที่ซับซ้อน แนวทางการทำงานร่วมกันนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้กับงานบางประเภทในภาคการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการเกษตรอีกด้วย

โดยสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าหุ่นยนต์จะพัฒนาไปได้ไกลเพียงใด หรือสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่มนุษย์จะเลือกออกแบบ กำกับ และอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไร การนำหุ่นยนต์มาใช้อย่างแพร่หลายจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ การพิจารณาประเด็นทางจริยธรรม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านทักษะของแรงงาน เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน

Back