02 March 2026
RETHINKING FOOD SYSTEMS

คุณจรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้สร้างแรงกดดันต่อระบบอาหารโลกอย่างต่อเนื่อง โดยระบบอาหารไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่ยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณ 1 ใน 3 ของการปล่อยทั่วโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังประเมินว่า ระบบอาหารโลกก่อให้เกิดต้นทุนแฝงมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเสื่อมโทรมของดิน และการใช้น้ำเกินศักยภาพ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

ภายใต้บริบทดังกล่าว การยกระดับวิธีคิดในการจัดหาวัตถุดิบและบริหารห่วงโซ่อุปทานจึงกลายเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง กลไกการจัดหาวัตถุดิบในปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวข้ามการพิจารณาเพียงด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้า ไปสู่กระบวนการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งมอบถึงผู้บริโภค แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังมากขึ้นจากทุกภาคส่วน ผ่านเครื่องมือสำคัญ เช่น มาตรฐานการรับรอง (Certification) หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่นตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ในทางปฏิบัติหลายประเทศได้เริ่มนำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้ในระดับนโยบายและห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น บราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวรายใหญ่ของโลกและมีความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่า ได้พัฒนาระบบติดตามปศุสัตว์ที่บันทึกพิกัดฟาร์มและเชื่อมโยงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงการบุกรุกป่าแบบเกือบเรียลไทม์ และเริ่มบังคับใช้ในบางรัฐแล้ว ขณะที่ญี่ปุ่นได้นำระบบฉลากสินค้าเกษตรที่แสดงระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต พร้อมแสดงข้อมูล ณ จุดขายเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริโภค หรือ ไอซ์แลนด์ที่พัฒนาระบบติดตามสินค้าประมงแบบครบวงจร ตั้งแต่ตำแหน่งการจับปลา กระบวนการจัดการผลิต ไปจนถึงการควบคุมอุณหภูมิระหว่างขนส่งและแปรรูป

สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวยังต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากโครงสร้างภาคเกษตรไทยมีการกระจายตัวสูง โดยประกอบด้วยเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากที่ถือครองที่ดินผืนเล็กแยกจากกัน ส่งผลให้ยากต่อการบริหารจัดการและมีรูปแบบการผลิตที่หลากหลายแตกต่างกัน และทำให้การกำหนดมาตรฐานร่วมหรือการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานอาจมีต้นทุนและมีความซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวสามารถลดทอนได้ผ่านการสร้างความร่วมมือระยะยาวระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และเกษตรกรต้นน้ำ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ การสนับสนุนเงินทุนและส่งเสริมเทคโนโลยีที่จำเป็น นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม เช่น การกำหนดราคาที่เป็นธรรม หรือการเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดพรีเมียม ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรเห็นคุณค่าของการเปิดเผยข้อมูลซึ่งจะเป็นส่วนช่วยสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารไทยในระยะยาว

แนวทางการยกระดับดังกล่าวถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว มากกว่าภาระต้นทุนระยะสั้น เนื่องจากไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นการรักษาฐานทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่น่าเชื่อถือ กลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็ง และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงและพิสูจน์ได้ในทางปฏิบัติ

Back