13 七月 2026
ASYMMETRIC ATTRITION

คุณจรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

หากเราย้อนเวลากลับไปมองภาพจำของสงครามในอดีต ภาพที่เราคุ้นตาคือรถถังหุ้มเกราะขนาดใหญ่ เครื่องบินความเร็วเหนือเสียงราคาหลายพันล้าน หรือเรือรบ/เรือดำน้ำล้ำสมัย สิ่งเหล่านี้คือ สัญลักษณ์ของอำนาจทางการทหารที่ประเทศซึ่งมีความพร้อมทางเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะครอบครองได้ ทว่าในทศวรรษ 2020 เป็นต้นมา ภาพจำเหล่านั้นกำลังถูกท้าทาย

ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านลองจินตนาการถึงสถานการณ์ดังนี้ คู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศประสิทธิภาพสูงที่มีต้นทุนของขีปนาวุธในการสกัดกั้นสูงถึงลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่อีกฝ่ายเลือกใช้โดรนพลีชีพขนาดเล็กที่ผลิตโดยใช้อุปกรณ์หาซื้อได้ง่ายเชิงพาณิชย์จึงทำให้มีต้นทุนการผลิตเพียงหลักพันถึงหมื่นดอลลาร์เท่านั้น เมื่อโดรนราคาประหยัดเหล่านี้ถูกส่งเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าหรือคลังน้ำมัน ฝ่ายตั้งรับก็จำเป็นต้องใช้ขีปนาวุธราคาแพงในการยิงสกัดกั้นเพื่อป้องกันสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ เหตุการณ์นี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ต่อให้ฝ่ายป้องกันจะได้รับชัยชนะสามารถยิงสกัดกั้นได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ในเชิงงบประมาณแล้ว ฝ่ายป้องกันกำลังเผชิญกับการขาดทุนอย่างมหาศาลทุกครั้งที่มีการโจมตี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า Asymmetric Attrition หรือ กลยุทธ์ทางการทหารและสงครามที่ฝ่ายหนึ่งซึ่งมักจะมีกำลังพล เทคโนโลยี หรือทรัพยากรที่ด้อยกว่า (ฝ่ายที่เสียเปรียบ) พยายามสร้างความเสียหายเพื่อบั่นทอนทรัพยากรของฝ่ายที่มีความพร้อมหรือมีแสนยานุภาพสูงกว่า (ฝ่ายที่ได้เปรียบ) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวคิด Asymmetric Attrition นี้ก็มีแง่คิดที่ผู้นำองค์กรและผู้ประกอบการสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารท่ามกลางยุค Disruption ได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

Agility Over Scale ในอดีตขนาดและสินทรัพย์ขององค์กรถูกมองว่าเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันเช่นเดียวกับรถถังหรือเรือดำน้ำขนาดใหญ่ แต่ภูมิทัศน์ธุรกิจปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสมมติฐานนั้นอาจล้าสมัยไปแล้ว องค์กรที่ยึดติดกับการถือครองสินทรัพย์จำนวนมากหรือมีโครงสร้างการบริหารที่ซับซ้อนเทอะทะ กำลังเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับสตาร์ทอัพหรือคู่แข่งขนาดเล็กที่สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว

Cost Efficiency แม้โดรนจะถูกทำลายในภารกิจ แต่ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้ามกลับสูงกว่าหลายเท่า ความได้เปรียบไม่ได้เกิดจากการมีทรัพยากรมากที่สุดแต่เกิดจากการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด องค์กรที่สามารถใช้เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ หรือ AI / Agent-as-a-Service (AaaS) เพื่อทดแทนกระบวนการที่เคยต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ไม่สมมาตรเช่นเดียวกับโดรนในสนามรบ

Decentralization โดรนสามารถปฏิบัติการแบบกระจายตัว องค์กรยุคดิจิทัลกำลังทรานส์ฟอร์มไปสู่โมเดลแบบกระจายอำนาจ ทีมงานขนาดเล็กที่ตัดสินใจได้เอง หรือ AI Agents ที่ทำงานเฉพาะด้านสามารถสร้างความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ (Strategic Resilience) เหมือนกับโดรนในสนามรบที่ไม่ต้องพึ่งพาคำสั่งจากศูนย์บัญชาการเพียงศูนย์เดียว องค์กรที่สามารถกระจายอำนาจ กระจายการตัดสินใจ และกระจายทรัพยากรออกไปยังหน่วยย่อยที่ปฏิบัติงานได้คล่องตัวจะมีความสามารถในการปรับตัว ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และรับมือกับความไม่แน่นอนได้มากยิ่งขึ้น

บทเรียนสำคัญจากสนามรบอาจไม่ใช่ประเด็นเรื่องอาวุธหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากเป็นแนวคิดของการบริหารทรัพยากร การออกแบบองค์กร และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ปริมาณของทรัพยากรที่ครอบครองอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะสามารถเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ให้กลายเป็น impact และสร้างคุณค่าได้มากกว่ากัน

Back